Powered By Blogger

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การเกษตรแบบยั่งยืน


การทำการเกษตรที่ยั่งยืน
ปัจจุบันคนไทยทำการเกษตรแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งหมายถึง ปลูกข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง ไม้ผล ฯลฯ โดยปลูกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียว แล้วขายเอาเงินไปซื้ออาหารมากิน ซึ่งการดำรงชีพของเกษตรกรไทยมิได้ยึดเงินเป็นหลัก แต่ยึดการอยู่รอดมิให้อดอยาก หมายถึง แต่ละวันให้ดำรงอยู่ได้โดยไม่ต้องควักเงินออกจากกระเป๋าก็อยู่ได้อย่างสบาย ดังนั้นการเกษตรตั้งแต่บรรพกาลแต่ละครอบครัวทำการเกษตรครบวงจรที่ทำให้มีอาหารให้ครบรอบการดำรงชีพได้ครบ 12 เดือน จึงมีการปลูกพืชที่มีนาข้าวเป็นหลัก พืชไร่ พืชผัก ไม้ผล เลี้ยงปลาไว้ที่บ่อ เลี้ยงเป็ด ไก่ สุกร โค กระบือ ฯลฯ เป็นการเกษตรที่ครบวงจร หมายถึง อาหารโค กระบือ ได้หญ้าในไร่นา ได้ฟางหลังเก็บเกี่ยวข้าว เมื่อต้องการใช้เงินจึงเอาผลผลิตจากการเพาะปลูกไปขายซื้อสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันมาก
การทำการเกษตรมีอยู่ 2 อย่างคือการทำการเกษตรอินทรีย์ และเกษตรเคมี การทำเกษตรอินทรีย์ คือการที่เราเอามูลสัตว์ไปโปรยหว่านในพื้นที่เพาะปลูกแล้วจึงปลูกพืช ให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติเข้ามาย่อยสลาย การทำเกษตรอินทรีย์เป็นการปรับปรุงบำรุงดินเพื่อไม่ให้ดินเสื่อม เพราะภูมิปัญญาไทยดั้งเดิมได้ทำการเพาะปลูกด้วยการใช้มูลสัตว์หรือเอาซากพืชที่เหลือใช้จากการเพาะปลูกทำปุ๋ยหมักมาใช้ให้เกิดประโยชน์ มิได้เผาทิ้งอย่างไร้ค่า เศษฟางใบไม้ถ้าดูผิวเผินอาจมองว่าเป็นสิ่งไร้ค่า แต่คนโบราณจะให้ความสำคัญกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เหลือใช้จากการเพาะปลูกเหล่านี้มาก หลังจากเก็บเกี่ยวจะมีฟางเก็บสะสมเอาไว้เลี้ยงโคกระบือ แล้วเอามูลโคกระบือไปปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งเป็นหลักการพื้นฐานของการทำเกษตรคือการเพาะปลูก และทำปศุสัตว์ไปด้วย รายได้จึงเกิดอย่างต่อเนื่องจากการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์ไปในตัว
ปัจจุบันคนไทยทำการเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งเลือกปลูกพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งไม่ครบวงจร แล้วเอาผลผลิตไปขายให้กับพ่อค้าคนกลาง และผลผลิตผลิตออกมาพร้อม ๆ กัน ทำให้ผลิตผลิตล้นตลาด ราคาผลผลิตจึงตกต่ำ และมีการใช้สารเคมี ซึ่งทำให้ผลผลิตมีต้นทุนสูง เกษตรกรจึงขาดทุน เกษตรกรพบทางตันหันหลังให้กับการเกษตรแล้วหาลู่ทางไประกอบอาชีพอย่างอื่น พร้อมทั้งไม่ยอมให้ลูกหลานเป็นเกษตรกร เนื่องจากรายได้ต่ำ และเป็นชนชั้นต่ำในสังคม สถาบันเกษตรกรไม่พบกับความยั่งยืน ความมั่นคงไม่มี มีสภาพหนี้สินล้นตัว ดินทำกินได้ถูกนำไปจำนองตามสถาบันแหล่งเงินกู้ ฯลฯ นั่นหมายถึงการล่มสลายของสถาบันเกษตรไทยที่เคยเป็นกระดูกสันหลังของชาติ แล้วจะเริ่มทำให้สถาบันการเกษตรพบความยั่งยืนอย่างไร
แนวทางการทำเกษตรยั่งยืน
1.ให้มีรายได้จากการเกษตรตลอดปี เหมือนข้าราชการต้องรับเงินเดือนทุกเดือน จะต้องวางแผนปลูกไม้ผลหลาย ๆ ชนิด เพราะไม้ผลให้ผลผลิตออกมาไม่ตรงกัน เช่น มะขาม – ส้มให้ผลผลิตเดือนมกราคม – กุมภาพันธ์, มะม่วง ให้ผลผลิตเดือนมีนาคม – เมษายน ลิ้นจี่ให้ผลผลิตเดือนพฤษภาคม น้อยหน่า เงาะ ทุเรียนให้ผลผลิตเดือนมิถุนายน- กรกฎาคม ลำไยให้ผลผลิตเดือนสิงคม ลองกอง ลางสาดให้ผลผลิตเดือนกันยายน ส้มโอให้ผลผลิตเดือนตุลาคม ฯลฯ นอกจากนี้ประเทศของเรายังมีผลผลิตจากไม้ผลมากมายอีกนับหลายร้อยชนิดที่ให้ผลตลอดทั้งปี เช่น ฝรั่ง มะนาว มะพร้าว พุทรา ถ้าเกษตรรู้จักการวางแผนปลูกพืชที่หลากหลาย อย่างละเล็กละน้อยจะเป็นรายได้ตลอดปี และมีผลไม้รับประทานไม่อดอยาก ไม้ผลทุกอย่างเพียงแต่ปลูกไว้อย่างละต้นให้มีกิน แล้วจึงคิดเอาไปขาย
2. วางแผนทำการเกษตรผลิตอาหารให้มีกินตลอดปีโดยไม่ต้องซื้อ เช่น จะต้องปลูกข้าว มีบ่อเลี้ยงปลา กุ้ง หอย กบ ปลูกพืชผักสวนครัวที่มีความจำเป็น เลี้ยงเป็ด ไก่ ห่าน ฯลฯ ทุกอย่างจะเป็นอาหารสด ๆ ซึ่งมีคุณค่ามากกว่าอาหารที่ปนเปื้อนด้วยสารเคมี
3. ต้องลดต้นทุนที่ไม่จำเป็นในการเกษตรทุกชนิด เช่น สารเคมี ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ซึ่งเกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ แล้วหันมาใช้ทรัพยากรที่มีในท้องถิ่นผลิตปุ๋ยหมัก (โบกาฉิ) สารสกัดจากพืชที่มีในท้องถิ่น เลิกการใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี สารฆ่าหญ้าทุกชนิด เพราะเป็นเหตุให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เร่งให้เกิดโรคระบาดเพิ่มมากขึ้นทุก ๆ ปี สุขภาพอ่อนแอลง เกษตรกรมีหนี้สินล้นพ้นตัว
4. ใช้ทรัพยากรอย่างชาญฉลาด เห็นคุณค่าของมูลสัตว์ ฟางข้าว ใบไม้ ซังข้าวโพด แกลบ หญ้าสด-หญ้าแห้ง เศษพืชผักจากตลาดสด เศษขยะ-เศษอาหาร ผลไม้ที่มีในท้องถิ่น ฯลฯ วัสดุที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่ง เพราะเมื่อนำมาหมักด้วยจุลินทรีย์อีเอ็มแล้ว จะช่วยปรับปรุงบำรุงดิน ซึ่งเกษตรกรต้องนำเอาเศษวัสดุทุกชนิดที่มีในท้องถิ่น นำมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดในการที่จะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการประกอบอาชีพ จะช่วยให้เกิดการทำการเกษตรอย่างยั่งยืนได้ และพึ่งพาตนเองได้ตลอดไป
5. ปลูกพืชหลาย ๆ อย่างในพื้นที่เดียวกัน ให้เกิดการผสมผสาน เกื้อกูล นำเอาวัสดุเหลือใช้จากการเกษตรมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด หลีกเลี่ยงการปลูกพืชเชิงเดี่ยว หรือปลูกพืชชนิดใดชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว เพราะมีรายได้ปีละหนึ่งครั้ง ผลผลิตออกมาพร้อม ๆ กันจึงถูกกดราคา เกษตรกรจำเป็นต้องขายเพื่อแลกเป็นเงินไปเลือกซื้ออาหารในการดำรงชีพ ดังนั้นเพื่อชะลอราคาผลผลิตตกต่ำเพื่อให้มีอาหารกิน ต้องวางแผนทำนาให้มีข้าวกิน มีปลา เป็ด-ไก่ ไว้เป็นอาหาร มีพืชผักสวนครัวหลากหลายชนิดเพื่อหลีกเลี่ยงไปจ่ายตลาด และมีไม้ผลหลากหลายชนิดเอาไว้บริโภค และไว้จำหน่ายให้เกิดรายได้ตลอดทั้งปี มีวัวควายเอาไว้กินฟางกินหญ้าในสวน และใช้แรงงาน จะได้ใช้มูลสัตว์นำไปทำปุ๋ยหมักอีเอ็มโบกาฉิ เพื่อนำมาปรับปรุงบำรุงดิน
6. แหล่งน้ำถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของการเกษตร ในฟาร์มจะต้องวางแผนหาแหล่งน้ำเพื่อให้สัตว์เลี้ยงกิน นำมาปลูกพืชผัก เพาะข้าวกล้าในฤดูฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และใช้เป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลาที่ให้อาหารตลอดทั้งปี

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

วันวาเลนไทน์


วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษ

ทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ” และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน?

นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) เป็นสงฆ์คาทอลิกองค์หนึ่งที่ได้ถูกประหารชีวิตในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ คริสตศักราช 270 ในสมัยพระเจ้าจักรพรรดิโรมัน เกลาดิอุส ที่ 2 ( Clanoius) โดยแท้จริงแล้วท่านนักบุญไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับประเพณีการเลือกคู่ หรือหาคู่ หรือหาแฟน หรือความรัก ความสนใจระหว่างหนุ่มสาว ท่านก็ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องด้วยเลย ถ้าเช่นนั้นแล้ว ทำไมจึงเลือกนักบุญองค์นี้มาเป็นองค์อุปถัมภ์สำหรับผู้ที่กำลังหาคู่ เลือกคู่หรือเลือกแฟนกันได้เล่า ? เหตุผลที่ค้นพบได้ก็คือ ที่มาของวันวาเลนไทน์ ไม่ขึ้นอยู่กับคนผู้นี้ แต่ขึ้นอยู่กับวันที่ 14 กุมภาพันธ์

ประเพณีเลือกคู่ หรือหาคู่นี้มีมาแต่โบร่ำโบราณในทุกชาติ ดูเหมือนกับว่าได้เกิดขึ้นพร้อมกับวิวัฒนาการของมนุษย์ก็ว่าได้ ประเพณี วาเลนไทน์ นี้ก็มีต้นเหตุหรือ ที่มาสมัยที่จักรวรรดิโรมันแผ่อิทธิพลไปทั่ว ชาวโรมันสมัย โบราณมีการฉลองเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ ลูแปร์คูส (Lupercus) ซึ่งตรงกับวันที่ 15 กุมภาพันธ์ และถือว่าเป็นการฉลองใหญ่ ส่วนหนึ่งของการฉลองใหญ่นี้ก็จะเป็นการจัดงานหาคู่ของพวกหนุ่มสาว ซึ่งจัดขึ้นในวันก่อนวันฉลองใหญ่ 1 วัน คือวันที่ 14 กุมภาพันธ์ นี้จะถือโอกาสให้พวกหนุ่มสาวเสนอตัวเป็นคนรักกันชั่วระยะเวลา 1 ปี ช่วงนี้จะเรียกว่าเป็นช่วงทดลองมิตรภาพเพื่อดูว่าทั้งคู่จะมีนิสัยใจคอเข้ากันได้หรือไม่ ชาวโรมันเป็นคนศรัทธาในเทพเจ้า และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ก็มีความเชื่อกันว่าพวกตนมีเทพเจ้าองค์หนึ่งซึ่งเขาขอให้เป็นผู้ดูแลความรักของเขาในระหว่างช่วงระยะเวลาการทดลองเป็นคู่รักกัน 1 ปี นั้น เทพเจ้าองค์นี้เป็นหญิงชื่อเทพธิดา Juno Februata ซึ่งตาม เทพนิยายของชาวโรมันเป็นมเหสีของ Jupiter องค์มหาเทพเจ้าทั้งหลาย

ครั้นต่อมา เมื่อชาวโรมันส่วนใหญ่กลับใจมาถือศาสนาคริสต์ (ตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 4 ) ประเพณีของหนุ่มสาวที่จะหาคู่เพื่อทดลองเป็นคนรักกัน เพื่อจะแต่งงานกันในเวลาต่อไปนั้นก็ยังนิยมทำกันอยู่ แม้ว่าจะเป็นคริสตชนแล้วก็ตาม ฉะนั้นเขาก็ยังรักษาประเพณีการเลือกคู่ในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นั้นอยู่ตลอดมา เพียงแต่ว่าหนุ่มสาว โรมันชาวคริสต์ได้หันมาเปลี่ยนตัวผู้อุปถัมภ์องค์ใหม่ เพราะคริสตชนไม่นับถือเทพเจ้าหรือเทพธิดาอย่างกาลก่อน เขาจึงหันมาเลือกหานักบุญในคริสตศาสนาที่มี วันฉลองในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งก็มี นักบุญวาเลนไทน์องค์นี้เอง จึงขอยืมชื่อท่านมาเป็นองค์อุปถัมภ์แทนเทพเจ้าเดิมของชาวโรมัน เรื่องราวความเป็นมามีดังนี้ ฉะนั้นถ้าท่านนักบุญมีชีวิตอยู่ท่านอาจรู้สึกงงงวยในตำแหน่งที่หนุ่มสาวได้เลือกตั้งและแต่งตั้งให้ท่านเป็นผู้อุปถัมภ์ โดยที่ท่านไม่ได้รู้เรื่องทางโลกของหนุ่มสาวด้วยเลยแม้แต่น้อย

ความรักระหว่างหนุ่มสาวนั้นอาจจะเผชิญกับอันตรายบางอย่าง และอาจจะเป็นโอกาสให้พลังและความรักนั้นทำลายความสัมพันธ์อันสูงส่งระหว่างหนุ่มสาวนั้นเอง ความหมายของการมี วันวาเลนไทน์ นี้ก็คือการช่วยหนุ่มสาวหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันด้วยใจบริสุทธิ์

ความหมายเห็นได้ชัดในคำว่า “You are my Valentine” ที่มักจะเขียนลงในบัตรส่งใจถึงกันและกัน ประโยคตามความหมายเดิม หมายถึงว่า “ข้าพเจ้าขอเสนอตัวเป็นเพื่อนสนิทของท่านในช่วงเวลา 1 ปี และข้าพเจ้าพร้อมที่จะตกลงแต่งงานกับท่าน ถ้ามิตรภาพของเรานี้เป็นสิ่งที่ยืนยง”

ลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างหนุ่มสาวที่จะช่วยให้ก้าวหน้าในความรักที่แท้จริงนั้น ก็ควรจะประกอบด้วย 3 ข้อด้วยกัน ดังนี้

1. ให้รู้จักกันทั้งในด้านดี ในด้านเสีย และข้อผิดพลาดซึ่งต่างก็มีอยู่ และยอมรับซึ่งกันและกันในข้อเหล่านั้น
2. ให้เคารพและเห็นใจกัน โดยเสียสละต่อกันเพื่อให้คนรักของตนได้รับความดี และความสุขใจในทางที่บริสุทธิ์งดงาม
3. ให้มีการปรับปรุง และเปลี่ยนนิสัยของตนในส่วนที่บกพร่อง เพื่อจะอยู่กันด้วยความสุขในอนาคต

ลักษณะทั้งสามดังกล่าวนี้ คงจะเป็นประโยชน์สำหรับหนุ่มสาวไทยไม่เฉพาะ ในวันวาเลนไทน์หรือสำหรับกลุ่มที่นิยมประเพณีต่างประเทศเท่านั้น แต่สำหรับทุกคู่ที่แสวงหาวิธีการเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันอัน จะนำไปสู่ความรักที่มั่นคงและยั่งยืนชั่วชีวิต

นิยาม...อกหัก


นิยาม "อกหัก"

คำว่า"อกหัก"...ใครที่รักใครไม่เป็นก็คงไม่รู้จักคำนี้...
และคำว่า"อกหัก"...ถ้าใครมีความรักที่สมหวัง ก็จะไม่รู้จัก คำ ๆ นี้เช่นกัน...

ในเมื่อคนสองคนที่มีใจที่ตรงกัน ได้มารักกัน ได้เดินทางในเส้นทางเดียวกัน...
ต่อ มาระยะหนึ่ง...ความรักที่มีนั้น ไม่เหมือนเดิม ใจไม่ตรงกัน อาจเพราะว่า ใครคนใดคนหนึ่ง มีใจไม่เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นว่า
ทั้ง สองคนร่วมใจกันใจไม่ตรงกัน...เป็นการใจตรงกันครั้งสุดท้าย.. คนสองคนหมดรักกัน และจากกันไป เพื่อ "ไปเดินในเส้นทางใหม่"ที่ตนต้องการ..

กรณีคนอกหัก
เป็นประเภท...เราใจเหมือนเดิม แต่เขา เปลี่ยนไป...
เหมือนโลกทั้งโลก...ทะลายไป...
รู้สึกว่า ตัวเองไม่มีค่า คิดแต่ว่า " ฉันผิดอะไร? "
เขาทำไมจากไป ทำไม ทำไม และทำไม
ณ เวลานั้น คนอกหัก จะกลายเป็นคนช่างคิดช่างตั้งคำถาม คิดอะไรรกหัวไปหมด..แต่ออกจะคิดแคบไปหน่อย
คิดแต่เรื่องเขาคนนั้น...ด้วยคำถามว่า...ทำไม
ตัวอย่างของคำถามจากคนอกหัก...ที่ต้องการคำตอบจากเขา (แต่เขาไม่อยู่ให้ตอบคำถาม)
1. ทำไมถึงเลิกกับเรา?
2. เธอมีใครใหม่หรือ?
3. เธอจะคิดถึงฉันไหม?
4. ทำไมเหงาอะไรอย่างนี้นะ...เธอล่ะ?
5. เธอทำอะไรอยู่นะ...?
ฯลฯ

คิดโทษแต่ตัวเอง....
ร้องไห้...ร้องไห้....และร้องไห้....เหมือนคนบ้า.....อยู่ดี ๆ ก็ร้องไห้.....
สมองฝ่อไปชั่วขณะ.......
บางที สำหรับบางคน.....
ไม่รู้ว่าใช้สมองส่วนไหนคิด...เขาคิดทำร้ายตัวเอง บางคนถึงกับชีวิตก็มี
เพื่ออะไร?.......
พวกนี้ไม่รู้จักใช้สมองอันน้อยนิดที่ปลายนิ้วมือคิดเลย...(จริง ๆ)

เสียใจกับความรักที่มันไม่มีทางกลับมาเหมือนเดิมน่ะได้....แต่อย่าเสียใจนานนัก...

เราเสียใจ...ร้องไห้....ทำร้ายตัวเอง จะมากน้อยเท่าไร
"เขาคนนั้นไม่มารับรู้อะไรด้วยหรอก"

ขณะที่คุณร้องไห้...เสียใจ คิดถึงแต่เขา นึกถึงแต่เขา...
คุณทำร้ายตัวเอง....เขาคนนั้น กำลังนึกถึงคนอื่น มีความสุขอยู่กับรักใหม่ของเขา
โดยที่เขาไม่ได้นึกถึง ไม่ได้คิดถึงคุณแม้แต่น้อยนิดเลย...
ในเมื่อรู้อย่างนี้แล้ว...คิดอะไรได้รึยัง?
****คิดซะ...เขาคนที่ทำเราร้องไห้ได้น่ะ ไม่ได้มีค่าอะไรเลย กับชีวิตที่มีค่าของเรา
อยู่มาได้อายุเท่านี้ ก่อนหน้านี้ไม่มีเขาเราก็ไม่ตาย ประสาอะไรกับตอนนี้
ณ วินาทีนี้ เราจะไม่มีเขาแล้ว จะเป็นอะไรไป...
ชีวิตมีค่า เวลาที่มีอยู่ใช้ให้คุ้ม กับคนที่เขาหวังดี รักเรา เถอะนะ...
รักตัวเองให้มากขึ้น...มองโลกให้กว้างกว่านี้ แล้วคุณจะเห็นอะไรดี ๆ มากมาย

คนรอบ ๆ ข้างคุณ เพื่อน ๆ คุณ ก็ช่วยให้คุณหัวเราะได้แค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น....
มีแต่ตัวคุณเองเท่านั้นแหล่ะ...ที่จะช่วยให้ตัวคุณเองยิ้มและหัวเราะได้...

หาอะไรทำเพื่อที่จะได้ไม่คิดฟุ้งซ่านกับเรื่องเลวร้ายอย่างนั้นซะ....
ถึงแม้มันจะเหมือนการหลอกตัวเอง หลอกคนอื่นว่าคุณทำใจได้ แต่ว่า มันก็ดีซะกว่า คุณไม่รักตัวเอง....


อกหัก คือ การได้รู้จักคำว่ารักต้องเจ็บปวด
อกหัก คือ ความว่างเปล่าของชีวิต ๆ หนึ่ง
อกหัก คือ การมีชีวิตอยู่ในโลกอย่างไร้จุดหมาย
อกหัก คือ ความรู้สึกที่มันบรรยายไม่ได้
อกหัก คือ การรอคอยการกลับมาของคนที่จากไป